|
ตอนนั่งรถออกจากปางอุ๋ง "ขวัญ" ผู้จัดการทริป บอกเราว่า
"คืนนี้นอนบ้านพักอุทยานแห่งชาติแม่สุรินทร์"
แปลว่า
"ไม่ต้องกางเต้นท์"
อาจฟังดูธรรมดา แต่สำหรับพวกเรา มันหมายความถึง
การได้อาบน้ำ (ซะที) และชาร์ตแบตให้ตัวเอง รวมถึงอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์มากมาย ที่แบกมาเที่ยวด้วย
คืนนี้..
. .เราสบายแน่นอน. .
เพราะมั่นใจแบบนั้น เลยใช้เวลาทั้งวันอย่างเต็มที่
. . . . . . .
พระอาทิตย์กำลังจะลับไปตรงสันเขาแล้ว เรายังอยู่บนดอยแม่อูคอ
ฟ้าวันนี้สวย จริง ๆ สีชมพูไปทั้งท้องฟ้า ทิวเขาซ้อนกันไปสุดสายตา แยกไม่ออกว่าขอบฟ้าอยู่ตรงไหน
ถ่ายรูปอยู่นานทีเดียว กว่าจะรู้สึกตัวก็มืดแล้ว
และเรา
. .ยังไม่ถึงที่พัก. .
"ก็ไม่เป็นไรนี่ คืนนี้ได้นอนบ้าน"
อุทยานน้ำตกแม่สุรินทร์ เงียบสงบ ค่อนไปทางวังเวงด้วยซ้ำ
ขวัญกับพี่หลุยส์ลงไปติดต่อเรื่องบ้านพัก และขึ้นมาบอกว่า
"เรามาผิดที่"
โชคดี ข้างบนนี้มีบ้านว่าง
บ้านพัก. .
ที่ดับไฟตอน 4 ทุ่ม ไม่มีปลั๊กไฟ ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น และ..เหมือนบ้านในหนังผี
ไม่ต่างอะไรกับนอนเต้นท์ เหนื่อย หิว และผิดคาด
ความเหนื่อยเริ่มหายไป หลังจากกระเพาะได้รับการเติมเต็ม สดชื่นขึ้น หลังจากได้อาบน้ำสระผม ณ อุณหภูมิ สิบองศา
พี่ดำ โชเฟอร์ หาฟืนมาก่อกองไฟให้ เราเริ่มมีแรงคุย ปล่อยมุข กลับมาคึกคักเหมือนเดิม
ในสมุดเซ็นต์ประจำบ้าน หลายคนประสบชะตากรรมเดียวกัน
"เราหลงทางมา"
"มืดก็มืด หิวก็หิว"
"พี่พี่ที่นี่ใจดีน่ารัก"
"บ้านดีหลับสบาย"
เป็น 1 คืนที่หลับสบายที่สุด และเป็นอีก 1 วัน ที่ได้เรียนรู้อะไรมากมาย
ใครจะไปรู้ว่าเราจะหลงทาง
และถ้าเราไม่หลง
ใครจะรู้ว่า ฟ้าและวิวที่เรายืนตรงนั้น ..ในวันนั้น สวยขนาดไหน
ใครจะรู้ว่า ผัดผักกับไข่เจียวธรรมดา อร่อยได้ขนาดนั้น
ใครจะรู้ว่า ในบ้านที่เหมือนฉากหนังผี หลังนั้น เราหลับสบายทั้งคืน
ใครจะรู้ว่า บนเขาลูกหนึ่ง เราได้ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมกับคนอื่นทั้งประเทศ
ใครจะรู้ว่า บนเขาลูกเดิม มีใครหลายคน พร้อมจะช่วยเหลือ นักท่องเที่ยวแบตหมด
และ ถ้าไม่ซึ้งถึงความลำบาก
ใครจะรู้ว่า ความสุขไม่ได้อยู่ไกลเกินเอื้อม
|